สหรัฐผ่อนผันกำแพงภาษีเหล็กให้อียูและอีก 6 ประเทศ

สหภาพยุโรปและอีก 6 ประเทศรวมถึงแคนาดา เม็กซิโก และเกาหลีใต้ ได้รับการ “ยกเว้นชั่วคราว” จากกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมของสหรัฐ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. นี้เป็นต้นไป สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าทำเนียบขาวออกแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี เรื่องการผ่อนผันการขึ้นอัตราภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าประเภทเหล็กและอะลูมิเนียมให้แก่สหภาพยุโรป ( อียู ) และอีก 6 ประเทศ

ประกอบด้วย อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา เม็กซิโก และเกาหลีใต้ จากการที่กลุ่มประเทศเหล่านี้ถือเป็น “พันธมิตรด้านความมั่นคงที่สำคัญ” ของสหรัฐ โดยระยะเวลาของการผ่อนผันจะมีผลถึงวันที่ 1 พ.ค. 2561 ขณะที่นายโรเบิร์ต ไลธิเซอร์ ผู้แทนเจรจาการค้าของรัฐบาลวอชิงตัน กล่าวว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเอง ว่าจะให้มีการใช้มาตรการผ่อนผันกับประเทศใดบ้าง โดยผู้นำสหรัฐลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา เพิ่มกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมเป็น 25% และ 10% ตามลำดับ  “เพื่อความมั่นคงทางการค้าของอเมริกา” โดยแคนาดาและเม็กซิโกเป็น 2 ประเทศที่รัฐบาลทรัมป์ยืนยันตั้งแต่ต้น ว่าจะได้รับการผ่อนผัน เนื่องจากเป็นทั้งประเทศเพื่อนบ้านและคู่เจรจาความร่วมมือการค้าไตรภาคี “นาฟตา” ที่สหรัฐกำลังต้องการให้ทั้งสองประเทศ “ทบทวนเงื่อนไขบางประการ”

ทั้งนี้ การประกาศดังกล่าวของทำเนียบขาวหมายความว่า ประเทศที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อการผ่อนผัน โดยรวมถึงจีนซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกเหล็กและอะลูมิเนียมรายใหญ่ที่สุดของโลก รัสเซียและญี่ปุ่น ต้องเผชิญกับกำแพงภาษีตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. นี้เป็นต้นไป เพิ่มความวิตกกังวลให้กับหลายฝ่ายว่าจะเป็นชนวนของ “สงครามการค้า”  เนื่องจากยิ่งไปกว่านั้นผู้นำสหรัฐเพิ่งลงนามมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากจีน ครอบคลุมสินค้า 1,300 รายการ รวมมูลค่าสูงสุด 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.87 ล้านล้านบาท ) ตอบโต้ที่รัฐบาลปักกิ่งละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews